ใบอนุญาตเปิดร้านอาหารในไทย 2026: ครบทุกใบที่ต้องรู้ พร้อมขั้นตอนและโทษหากไม่ขอ

หนึ่งในความผิดพลาดที่เจ้าของร้านอาหารมือใหม่มักพลาดบ่อยที่สุดคือการเปิดร้านโดยไม่มี ใบอนุญาตเปิดร้านอาหาร ที่ครบถ้วนตามกฎหมาย บางรายเปิดได้หลายเดือนจึงถูกเจ้าหน้าที่เขตหรือสาธารณสุขจังหวัดเข้าตรวจสอบ ผลที่ตามมาคือถูกสั่งปิดชั่วคราวหรือถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ซึ่งสร้างความเสียหายต่อรายได้และชื่อเสียงอย่างมาก

จากประสบการณ์หน้างานของ Cafemaker ที่ผ่านการสนับสนุนเจ้าของร้านในการวางแผนเปิดกิจการมากกว่า 300 โปรเจกต์ บทความนี้รวบรวมใบอนุญาตและเอกสารทางกฎหมายที่จำเป็นสำหรับร้านอาหารในประเทศไทยอย่างครบถ้วน พร้อมขั้นตอนการขอ ระยะเวลา ค่าธรรมเนียม และโทษทางกฎหมายหากไม่ดำเนินการ

⚠️ หมายเหตุสำคัญ: กฎหมายและข้อบัญญัติท้องถิ่นอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้น ควรตรวจสอบกับสำนักงานเขต เทศบาล หรือสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่ของคุณโดยตรงก่อนดำเนินการ

กฎหมายหลักที่ควบคุมร้านอาหารในไทย

การเปิดร้านอาหารในประเทศไทยอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบหลักหลายฉบับที่ต้องเข้าใจก่อนดำเนินการ

  • พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) — กฎหมายหลักที่ควบคุมสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร กำหนดว่าร้านอาหารทุกประเภทต้องได้รับอนุญาตหรือแจ้งก่อนเปิดกิจการ
  • กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 — กำหนดมาตรฐานด้านสุขาภิบาลสำหรับร้านอาหารโดยเฉพาะ รวมถึงข้อกำหนดเรื่องห้องน้ำ, ระบบน้ำ, การจัดเก็บอาหาร และการอบรมสุขาภิบาลอาหาร
  • พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 — กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันหลังเริ่มประกอบกิจการ
  • ประมวลรัษฎากร — ควบคุมเรื่องภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
  • ข้อบัญญัติท้องถิ่น — กรุงเทพมหานครมีข้อบัญญัติ พ.ศ. 2565 เรื่องสถานที่จำหน่ายอาหารและสถานที่สะสมอาหารโดยเฉพาะ ส่วนจังหวัดอื่นขึ้นอยู่กับข้อบัญญัติเทศบาลและ อบต. นั้นๆ

ใบอนุญาตหลักที่ร้านอาหารต้องมี

1. การจดทะเบียนพาณิชย์ (ด่านแรกที่ขาดไม่ได้)

จดทะเบียนพาณิชย์ คือการแจ้งให้รัฐทราบว่ากำลังประกอบธุรกิจ โดยต้องดำเนินการ ภายใน 30 วัน นับจากวันเริ่มกิจการ

  • ยื่นที่ไหน: สำนักงานเขต (กทม.) หรือเทศบาล/อบต. ในจังหวัดอื่น หรือยื่นออนไลน์ผ่านระบบ DBD e-Registration ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • ค่าธรรมเนียม: 50 บาท สำหรับบุคคลธรรมดา
  • อายุทะเบียน: ไม่มีกำหนดอายุ แต่ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงภายใน 30 วันหากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล
  • โทษหากไม่จด: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาทตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน

2. ใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร / หนังสือรับรองการแจ้ง (สำคัญที่สุด)

นี่คือใบอนุญาตหลักที่ร้านอาหารทุกแห่งต้องมีตาม พ.ร.บ. สาธารณสุข โดยแบ่งตามขนาดพื้นที่ดังนี้

พื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร → หนังสือรับรองการแจ้ง

  • ยื่นแจ้งต่อสำนักงานเขต (กทม.) หรือเทศบาล/อบต. ก่อนเปิดกิจการ
  • เจ้าหน้าที่จะตรวจสถานที่ก่อนออกหนังสือรับรอง
  • โทษหากเปิดโดยไม่แจ้ง: จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พื้นที่เกิน 200 ตารางเมตร → ใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร

  • ต้องยื่นขออนุญาตและรอการตรวจสถานที่ก่อนเปิดกิจการ (ไม่ใช่แค่แจ้ง)
  • ใช้เวลาดำเนินการนานกว่า โดยทั่วไป 15–30 วันทำการ
  • โทษหากเปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต: จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เอกสารที่ต้องเตรียม (โดยทั่วไป):

  • สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของเจ้าของกิจการ
  • สำเนาสัญญาเช่าหรือโฉนดที่ดิน/อาคาร
  • แผนผังสถานที่ประกอบกิจการ (ระบุขนาดพื้นที่)
  • รูปถ่ายสถานที่ (ภายนอกและภายใน)
  • หนังสือรับรองการจดทะเบียนพาณิชย์ (ถ้ามี)

3. ใบสำคัญการผ่านการอบรมสุขาภิบาลอาหาร (บังคับสำหรับผู้สัมผัสอาหาร)

ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร ทุกคนต้องผ่านการอบรมหลักสูตรสุขาภิบาลอาหารและได้รับใบสำคัญรับรอง

  • ใครต้องอบรม: เจ้าของร้าน, พ่อครัว, แม่ครัว, พนักงานเสิร์ฟที่สัมผัสอาหาร
  • อบรมที่ไหน: สำนักงานเขต, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด, หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น เซ็นทรัลแล็บไทย
  • ค่าใช้จ่าย: ประมาณ 300–600 บาท/คน (แตกต่างตามผู้จัด)
  • อายุใบสำคัญ: ต้องต่ออายุทุก 3 ปี
  • ระยะเวลาอบรม: 1 วัน (ประมาณ 6–8 ชั่วโมง)

4. ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (เฉพาะบางประเภท)

ร้านอาหารบางประเภทต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติมนี้ตาม พ.ร.บ. สาธารณสุข ได้แก่

  • ร้านที่มีการทอด, ปิ้งย่างในปริมาณมากซึ่งก่อให้เกิดควันรบกวนผู้อื่น
  • ร้านที่ใช้แก๊สหุงต้มขนาดใหญ่ (ถังแก๊สขนาดตั้งแต่ 15 กิโลกรัมขึ้นไป)
  • ร้านที่มีกระบวนการผลิตที่อาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง กลิ่น หรือน้ำเสีย

ยื่นขอที่สำนักงานเขต (กทม.) หรือเทศบาล/อบต. ในพื้นที่

5. ใบอนุญาตจำหน่ายสุรา (ถ้ามีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์)

ร้านอาหารที่ต้องการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องขอใบอนุญาตแยกต่างหาก

  • ยื่นที่ไหน: สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ในเขตที่ร้านตั้งอยู่
  • ประเภทใบอนุญาต: ใบอนุญาตขายสุรา ประเภทที่ 1 (ร้านอาหารทั่วไป) หรือประเภทที่ 2 (สถานบันเทิง)
  • ค่าธรรมเนียม: ตั้งแต่ 2,500 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดกิจการ
  • ต้องต่ออายุ: ทุกปี ภายในวันที่ 31 มีนาคม
  • ข้อห้ามสำคัญ: ห้ามขายสุราให้บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี, ห้ามขายในเวลาที่กฎหมายกำหนด (02:00–11:00 น. และ 14:00–17:00 น.)

6. ภาษีและการลงทะเบียนกับกรมสรรพากร

แม้จะไม่ใช่ “ใบอนุญาต” แต่เป็นหน้าที่ทางกฎหมายที่ขาดไม่ได้

  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ทุกปี (ภายใน 31 มีนาคม) และ ภ.ง.ด.94 ครึ่งปี (ภายใน 30 กันยายน)
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจดทะเบียน VAT และยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน
  • ภาษีป้าย: ต้องยื่นชำระภายใน 31 มีนาคมของทุกปี สำหรับป้ายที่ติดตั้งหน้าร้าน

ตารางสรุปใบอนุญาตเปิดร้านอาหาร: ครบในที่เดียว

ใบอนุญาต/เอกสารบังคับ/ไม่บังคับยื่นที่ระยะเวลาค่าธรรมเนียม (ประมาณ)ต้องต่ออายุ
จดทะเบียนพาณิชย์🔴 บังคับสำนักงานเขต / DBD ออนไลน์1–3 วัน50 บาทไม่ (แจ้งเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการเปลี่ยน)
หนังสือรับรองการแจ้ง (พื้นที่ ≤200 ตร.ม.)🔴 บังคับสำนักงานเขต / เทศบาล7–15 วัน200–500 บาททุก 2 ปี
ใบอนุญาตจัดตั้ง (พื้นที่ >200 ตร.ม.)🔴 บังคับสำนักงานเขต / เทศบาล15–30 วัน500–2,000 บาททุกปี
ใบสำคัญอบรมสุขาภิบาลอาหาร🔴 บังคับ (ทุกคนที่สัมผัสอาหาร)สำนักงานเขต / ผู้จัดอบรม1 วัน300–600 บาท/คนทุก 3 ปี
ใบอนุญาตประกอบกิจการอันตรายต่อสุขภาพ🟡 เฉพาะบางประเภทสำนักงานเขต / เทศบาล15–30 วัน200–1,000 บาททุกปี
ใบอนุญาตจำหน่ายสุรา🟡 ถ้ามีการขายแอลกอฮอล์สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่15–30 วัน2,500 บาทขึ้นไปทุกปี (ภายใน 31 มีนาคม)
ใบอนุญาตเปิดสถานบันเทิง🟡 ถ้ามีดนตรีสด/การแสดงตำรวจ / สำนักงานเขต30–60 วันตามประเภททุกปี
จดทะเบียน VAT🟡 ถ้ารายได้ >1.8 ล้าน/ปีสรรพากรพื้นที่3–5 วันไม่มีไม่ (แต่ยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน)
ภาษีป้าย🔴 บังคับ (ถ้ามีป้ายร้าน)สำนักงานเขต / เทศบาล—ตามขนาดป้ายทุกปี (ภายใน 31 มีนาคม)

ขั้นตอนการขอใบอนุญาตเปิดร้านอาหาร: ลำดับที่ถูกต้อง

จากประสบการณ์หน้างานของ Cafemaker ลำดับการดำเนินการที่ถูกต้องและประหยัดเวลาที่สุดคือ

  1. เซ็นสัญญาเช่าสถานที่ — เอกสารนี้จำเป็นสำหรับการยื่นขอใบอนุญาตทุกประเภท ทำก่อนยื่นเอกสารใดๆ
  2. จดทะเบียนพาณิชย์ — ยื่นออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration หรือไปที่สำนักงานเขต/เทศบาล ใช้เวลา 1–3 วัน
  3. ยื่นแจ้งหรือขอใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร — ยื่นที่สำนักงานเขต/เทศบาล พร้อมเอกสารครบถ้วน รอเจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่
  4. ส่งเจ้าของและพนักงานอบรมสุขาภิบาลอาหาร — ทำควบคู่ไปกับขั้นตอนที่ 3 เพราะต้องใช้เวลารอ
  5. ขอใบอนุญาตเพิ่มเติมตามประเภทกิจการ — ใบอนุญาตสุรา, ใบอนุญาตกิจการอันตรายต่อสุขภาพ (ถ้าจำเป็น)
  6. ลงทะเบียนภาษีกับกรมสรรพากร — ดำเนินการก่อนเปิดร้านหรือทันทีที่เปิด

Biz Portal: ช่องทางออนไลน์ที่ช่วยประหยัดเวลาได้มาก

ปัจจุบันรัฐบาลไทยมีระบบ Biz Portal (bizportal.go.th) ที่รวมการขอใบอนุญาตสำหรับการเปิดร้านอาหารไว้ในที่เดียว ช่วยลดการเดินทางและเวลาในการยื่นเอกสารได้อย่างมีนัยสำคัญ ระบบนี้เชื่อมต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมสรรพสามิต, กรมอนามัย และหน่วยงานท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ใบอนุญาตบางประเภทยังต้องยื่นที่หน่วยงานโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังไม่ได้เชื่อมต่อระบบออนไลน์ครบถ้วน Cafemaker แนะนำให้โทรสอบถามสำนักงานเขตหรือเทศบาลในพื้นที่ก่อนว่าสามารถยื่นออนไลน์ได้หรือต้องมาด้วยตนเอง

มาตรฐานสุขลักษณะที่ต้องผ่านการตรวจก่อนได้รับใบอนุญาต

เจ้าหน้าที่จะตรวจสถานที่ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 โดยมีประเด็นหลักที่ต้องผ่านดังนี้

ด้านสถานที่และโครงสร้าง

  • พื้นทำด้วยวัสดุแข็งแรง ทำความสะอาดได้ง่าย ไม่ลื่น และมีการระบายน้ำที่ดี
  • ผนังและเพดานทำด้วยวัสดุที่ทำความสะอาดได้ ไม่ดูดซับความชื้น
  • แสงสว่างเพียงพอในพื้นที่ครัวและพื้นที่เสิร์ฟ (อย่างน้อย 200 ลักซ์ในครัว)
  • การระบายอากาศในครัวเพียงพอ มีระบบดูดควันที่ทำงานได้

ด้านน้ำและสุขาภิบาล

  • น้ำใช้ในร้านต้องเป็นน้ำสะอาดตามมาตรฐาน
  • มีซิงก์ล้างมือแยกต่างหากจากซิงก์ล้างจาน และอยู่ใกล้กับพื้นที่ประกอบอาหาร
  • ห้องน้ำสะอาด มีจำนวนเพียงพอตามขนาดร้าน และแยกชาย-หญิง
  • มีระบบดักไขมัน (Grease Trap) ที่ได้มาตรฐาน
  • การจัดการขยะและน้ำเสียถูกต้องตามข้อกำหนด

ด้านการเก็บรักษาและประกอบอาหาร

  • มีตู้เย็นและพื้นที่เก็บวัตถุดิบที่เหมาะสม ไม่วางอาหารบนพื้นโดยตรง
  • แยกเก็บอาหารดิบและอาหารสุกอย่างชัดเจน
  • ภาชนะและอุปกรณ์ทำอาหารสะอาด ไม่แตกชำรุด
  • ผู้สัมผัสอาหารทุกคนมีใบสำคัญผ่านการอบรมสุขาภิบาลอาหาร

โทษทางกฎหมายที่ต้องรู้: ไม่รู้กฎหมายไม่ใช่เหตุยกเว้นโทษ

ความผิดโทษสูงสุด
เปิดสถานที่จำหน่ายอาหาร (>200 ตร.ม.) โดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เปิดสถานที่จำหน่ายอาหาร (≤200 ตร.ม.) โดยไม่แจ้งจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ไม่จดทะเบียนพาณิชย์ปรับไม่เกิน 2,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท
จำหน่ายสุราโดยไม่มีใบอนุญาตจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับ 5,000–50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จำหน่ายสุราให้บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปีจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ไม่ยื่นแบบภาษีหรือชำระภาษีไม่ครบเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน + เบี้ยปรับตามกฎหมาย

คำแนะนำจาก Cafemaker: Timeline การขอใบอนุญาตที่เหมาะสม

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา Cafemaker แนะนำให้วางแผน Timeline การขอใบอนุญาตดังนี้

  • 3 เดือนก่อนเปิดร้าน — ปรึกษาสำนักงานเขต/เทศบาลเกี่ยวกับข้อกำหนดพื้นที่และเอกสารที่ต้องใช้, ออกแบบร้านให้ผ่านมาตรฐานสุขลักษณะตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ
  • 2 เดือนก่อนเปิดร้าน — ยื่นจดทะเบียนพาณิชย์, เริ่มกระบวนการขอใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร, จองคิวอบรมสุขาภิบาลอาหาร
  • 1 เดือนก่อนเปิดร้าน — ผ่านการตรวจสถานที่, ส่งพนักงานอบรมสุขาภิบาลอาหาร, ยื่นขอใบอนุญาตเพิ่มเติม (สุรา, กิจการอันตรายฯ ถ้าจำเป็น)
  • สัปดาห์ก่อนเปิดร้าน — ตรวจสอบให้ครบว่าได้รับใบอนุญาตและเอกสารครบถ้วน และมีการแสดงไว้ในที่เห็นชัดเจนตามกฎหมาย

กฎสำคัญ: ใบอนุญาตทุกใบต้องแสดงไว้ในที่เปิดเผยที่มองเห็นได้ชัดเจนภายในร้าน การไม่แสดงใบอนุญาตแม้จะมีอยู่ก็อาจเป็นความผิดตามกฎหมายได้


Cafemaker: พาร์ทเนอร์ที่ช่วยคุณเริ่มต้นได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรก

การออกแบบร้านอาหารให้ผ่านมาตรฐานสุขลักษณะตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่จะต้องแก้ไขภายหลัง ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรก

Cafemaker ออกแบบและตกแต่งร้านอาหารโดยคำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานสุขาภิบาลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบตั้งแต่ต้น ทีมของเราเข้าใจข้อกำหนดด้านพื้น, ผนัง, ระบบระบายอากาศ, ซิงก์, และดักไขมันที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ทำให้ร้านที่ Cafemaker ออกแบบมีโอกาสผ่านการตรวจสูงกว่า

หากคุณกำลังวางแผนเปิดร้านอาหารและต้องการความช่วยเหลือด้านการออกแบบที่สอดคล้องกับกฎหมาย ติดต่อทีม Cafemaker ได้เลยวันนี้

สามารถกดติดตาม Cafemaker 

ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อไม่ให้พลาด Promotion และ Tips แต่งร้าน ต่างๆที่เรานำมาฝากกันนะคะ

 

Product Best Seller

ลดราคา!
Original price was: ฿7,870.00.Current price is: ฿7,800.00.

Wooden Table

Barbrew – Cocoa

฿8,490.00

Wooden Table

Barbrew – Iris

฿8,490.00

Wooden Table

Brewcraft – Iris

฿3,990.00
฿590.00
฿590.00

Wooden Table

Teaken

฿3,990.00

Chair

Riviera

฿4,250.00