หลายเจ้าของร้านอาหารมือใหม่คิดว่า วิธีออกแบบร้านอาหาร คือการเลือกสีผนังให้สวยและจัดโต๊ะเก้าอี้ให้เป็นระเบียบ แต่ในความเป็นจริง การออกแบบร้านอาหารที่ดีคือ การวางแผนธุรกิจในรูปแบบ 3 มิติ ที่ส่งผลโดยตรงต่อยอดขาย ต้นทุนการดำเนินงาน และประสบการณ์ของลูกค้าทุกคนที่ก้าวเข้ามาในร้าน
จากประสบการณ์หน้างานของ Cafemaker ที่ผ่านการออกแบบและตกแต่งร้านอาหารมากกว่า 300 โปรเจกต์ทั่วประเทศ พบข้อสรุปที่ชัดเจนว่า ร้านอาหารที่มี Layout ถูกต้องสามารถเพิ่มรายได้ต่อตารางเมตรได้มากกว่าร้านที่มี Layout ผิดพลาดถึง 40% โดยไม่ต้องเพิ่มลูกค้าแม้แต่คนเดียว บทความนี้จะพาคุณผ่านทุกมิติของการออกแบบร้านอาหาร ตั้งแต่ Layout พื้นฐาน 4 รูปแบบ, สไตล์ตกแต่ง 6 แนวทางยอดนิยม ไปจนถึงสูตรคำนวณ Seating Capacity ที่ใช้งานได้จริง
หลักการพื้นฐานที่ต้องเข้าใจก่อนออกแบบ: พื้นที่ร้านอาหารแบ่งอย่างไร
ร้านอาหารทุกแห่งแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 โซนหลักที่ต้องสมดุลกัน
Front of House (FOH) คือพื้นที่ที่ลูกค้าสัมผัสโดยตรง ได้แก่ พื้นที่นั่งทาน, บาร์, ทางเดิน, ห้องน้ำ และพื้นที่รอ โดยทั่วไป FOH ควรอยู่ที่ 60–70% ของพื้นที่ทั้งหมด
Back of House (BOH) คือพื้นที่การทำงานที่ลูกค้าไม่เห็น ได้แก่ ครัว, ห้องเก็บของ, ห้องพักพนักงาน และพื้นที่รับวัตถุดิบ โดยทั่วไป BOH ควรอยู่ที่ 30–40% ของพื้นที่ทั้งหมด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในหน้างานของ Cafemaker คือเจ้าของร้านพยายาม เพิ่มที่นั่งให้มากที่สุดโดยบีบ BOH จนเล็กเกินไป ผลที่ตามมาคือครัวทำงานไม่ทัน คุณภาพอาหารตก และพนักงานเกิดความเครียดสะสม ซึ่งสุดท้ายทำให้รายได้ลดลงแม้จะมีที่นั่งมากกว่า
Layout ร้านอาหาร 4 รูปแบบหลัก: เลือกให้ตรงประเภทธุรกิจ
1. Linear Layout (แบบเส้นตรง)
Linear Layout คือการจัดโต๊ะเป็นแถวยาวขนานกับผนัง เหมาะสำหรับพื้นที่แคบยาว เช่น อาคารพาณิชย์แบบ Shophouse ข้อดีคือใช้ทางเดินน้อย ทำให้มีที่นั่งต่อตารางเมตรสูง ข้อเสียคือลูกค้าที่นั่งกลางแถวรู้สึก Claustrophobic หากไม่มีการ Design ให้ถูกต้อง
เหมาะกับ: ร้านก๋วยเตี๋ยว, ร้านข้าวแกง, ร้านอาหารจานด่วน, Café ที่เน้น Turnover สูง
มาตรฐานจากหน้างาน Cafemaker: ทางเดินหลักกว้างอย่างน้อย 120 เซนติเมตร, ทางเดินรองกว้างอย่างน้อย 75 เซนติเมตร, ระยะห่างระหว่างขอบโต๊ะถึงพนักพิงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างน้อย 45 เซนติเมตร
2. Island Layout (แบบเกาะกลาง)
Island Layout คือการจัดโต๊ะเป็นกลุ่มๆ กระจายอยู่กลางพื้นที่ โดยมีทางเดินโดยรอบ เหมาะสำหรับพื้นที่สี่เหลี่ยมหรือกว้างพอที่จะสร้าง Circulation ได้รอบทิศ ข้อดีคือ พนักงานเข้าถึงทุกโต๊ะได้ง่าย และลูกค้ารู้สึกมี Space ส่วนตัวมากกว่า
เหมาะกับ: ร้าน Casual Dining, Fine Dining, ร้านอาหารสไตล์ Family
มาตรฐานจากหน้างาน Cafemaker: ทางเดินรอบเกาะโต๊ะกว้างอย่างน้อย 90 เซนติเมตร, ระยะห่างระหว่างขอบโต๊ะกับโต๊ะข้างเคียงอย่างน้อย 60 เซนติเมตร
3. Booth Layout (แบบบูธ)
Booth Layout คือการสร้างที่นั่งแบบ Built-in ติดผนัง มักใช้ร่วมกับโต๊ะกลางแบบ Fixed ข้อดีคือ ให้ความเป็นส่วนตัวสูง ลูกค้ามักใช้เวลานานกว่า (เหมาะกับร้านที่ต้องการ Average Check สูง) และ Booth ช่วยดูดซับเสียงได้ดีกว่าเก้าอี้ทั่วไป
เหมาะกับ: ร้านอาหารสไตล์อเมริกัน, Diner, ร้านที่ต้องการ Dining Experience แบบ Intimate
มาตรฐานจากหน้างาน Cafemaker: ความสูงพนักพิง Booth อยู่ที่ 120–150 เซนติเมตรจากพื้น (ให้ความเป็นส่วนตัวแต่ไม่อึดอัด), ความลึกที่นั่งอย่างน้อย 45 เซนติเมตร, ความสูงโต๊ะจากพื้น 73–76 เซนติเมตร
4. Mixed Layout (แบบผสม)
Mixed Layout คือการผสมผสาน Layout หลายรูปแบบในพื้นที่เดียว เช่น ริมผนังเป็น Booth, กลางร้านเป็น Island Tables, มุมหนึ่งเป็น Counter Seating ข้อดีคือรองรับลูกค้าหลากหลายกลุ่มพร้อมกัน (คู่, กลุ่มใหญ่, Solo Diner) แต่ต้องการการวางแผนที่ละเอียดกว่า
เหมาะกับ: ร้านอาหารขนาดกลาง-ใหญ่ที่มี Customer Segment หลากหลาย
สูตรคำนวณ Seating Capacity: ตัวเลขจริงจากหน้างาน
การจัด Seating Capacity ที่ถูกต้องคือสมดุลระหว่าง รายได้สูงสุดต่อพื้นที่ กับ ประสบการณ์ที่ลูกค้ายอมรับได้ มาตรฐาน Square Footage ต่อที่นั่งแบ่งตามประเภทร้านดังนี้
| ประเภทร้านอาหาร | พื้นที่ต่อที่นั่ง (ตร.ม.) | ตัวอย่าง: พื้นที่ FOH 100 ตร.ม. | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| Fast Food / จานด่วน | 0.9 – 1.2 ตร.ม. | 83 – 111 ที่นั่ง | Turnover สูง ความสะดวกสบายปานกลาง |
| Casual Dining / ตามสั่ง | 1.2 – 1.5 ตร.ม. | 67 – 83 ที่นั่ง | มาตรฐานสมดุลที่สุดสำหรับร้านทั่วไป |
| Café / Coffee Shop | 1.4 – 1.8 ตร.ม. | 56 – 71 ที่นั่ง | ลูกค้านั่งนาน พื้นที่ต่อคนสูงกว่า |
| Fine Dining | 1.9 – 2.8 ตร.ม. | 36 – 53 ที่นั่ง | ความเป็นส่วนตัวสูง Average Check สูง |
| บุฟเฟต์ / Shabu | 1.0 – 1.4 ตร.ม. | 71 – 100 ที่นั่ง | โต๊ะใหญ่กว่า แต่ความหนาแน่นยังสูง |
สูตรคำนวณง่ายๆ สำหรับมือใหม่:
จำนวนที่นั่งสูงสุด = (พื้นที่ FOH ทั้งหมด ÷ พื้นที่มาตรฐานต่อที่นั่งของประเภทร้านนั้น) × 0.85
คูณด้วย 0.85 เพราะต้องหักพื้นที่ทางเดิน, จุดพักพนักงาน, และ Buffer Zone ที่มักถูกลืม ตัวเลขนี้คือ จำนวนที่นั่งที่ปลอดภัยที่สุด ไม่ใช่ที่นั่งสูงสุดทางทฤษฎี
Seating Mix: สัดส่วนที่นั่งที่ Cafemaker แนะนำ
จากประสบการณ์หน้างาน Cafemaker พบว่าร้านอาหารทั่วไปที่มี Customer Mix หลากหลายควรแบ่งสัดส่วนที่นั่งดังนี้
- โต๊ะ 2 ที่นั่ง (2-top) — 40–50% ของที่นั่งทั้งหมด รองรับลูกค้าคู่และ Solo Diner ที่มาพร้อมเพื่อน เป็นกลุ่มที่มา Walk-in บ่อยที่สุด
- โต๊ะ 4 ที่นั่ง (4-top) — 35–45% รองรับกลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อน สามารถดึงออกต่อกันเป็นโต๊ะ 8 ได้เมื่อมีกลุ่มใหญ่
- โต๊ะ 6 ที่นั่งขึ้นไป — ไม่เกิน 15–20% เพราะโต๊ะใหญ่ถ้าไม่เต็มจะกิน Revenue/ตารางเมตรต่ำมาก
สไตล์การตกแต่งร้านอาหาร 6 แนวทาง: เลือกให้ตรง Brand และกลุ่มเป้าหมาย
1. Industrial Style
Industrial Style คือสไตล์ที่เปิดเผยโครงสร้างอาคาร เช่น ท่อลม, คาน, อิฐดิบ ผสมกับโลหะ, ไม้เก่า และแสงไฟแบบ Edison Bulb จุดแข็งของสไตล์นี้คือ ต้นทุนงานตกแต่งต่ำกว่าสไตล์อื่น เพราะ “ไม่ปิด” ผนังและเพดาน แต่กลับดูมีเอกลักษณ์
เหมาะกับ: ร้านเบอร์เกอร์, ร้านสเต็ก, Craft Beer Bar, ร้านอาหารที่ต้องการบรรยากาศ Urban แบบ NY/Brooklyn
ข้อควรระวัง: ร้านอาหารในสไตล์ Industrial ที่ไม่มีการจัดการ Acoustic ที่ดี จะมีปัญหาเสียงดังมาก เพราะพื้น, ผนัง, เพดานไม่มีวัสดุดูดซับเสียง Cafemaker แนะนำให้ติดตั้ง Acoustic Panel หรือใช้วัสดุอ่อนอย่างน้อย 20–30% ของพื้นผิวภายใน
2. Japandi / Minimalist Style
Japandi Style คือการผสมผสานความเรียบง่ายของ Japanese Design กับความอบอุ่นของ Scandinavian ใช้โทนสีธรรมชาติ (ครีม, เทา, น้ำตาลอ่อน), วัสดุไม้ธรรมชาติ, และพื้นที่ว่าง (Negative Space) อย่างตั้งใจ
เหมาะกับ: ร้านอาหารญี่ปุ่น, ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ, Café ระดับกลาง-บน, ร้านที่ต้องการดึงดูดกลุ่ม Millennial และ Gen Z
ข้อควรระวัง: Japandi ที่ไม่มีการ Curate ที่ดีมักดูว่างเปล่าและเย็นชา ต้องใช้แสงอุ่น (2700–3000K) และต้นไม้หรือ Texture ธรรมชาติเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
3. Thai Contemporary Style
Thai Contemporary Style คือการนำ Element ไทยดั้งเดิม เช่น ลวดลาย, วัสดุสาน, ไม้ไผ่, หรือสีแบบไทยประเพณี ผสมกับการออกแบบร่วมสมัยที่สะอาดและ Functional สไตล์นี้กำลังได้รับความนิยมสูงมากในกลุ่มร้านอาหารที่ต้องการ Identity ไทยแต่ไม่ดู “เก่า”
เหมาะกับ: ร้านอาหารไทย, ร้านอาหาร Heritage Brand, ร้านที่ต้องการดึงดูดทั้งลูกค้าไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ
4. Biophilic Design
Biophilic Design คือการนำธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่วางต้นไม้ประดับ แต่รวมถึงการใช้ผนังสีเขียว (Living Wall), น้ำตก, แสงธรรมชาติที่จัดการอย่างตั้งใจ, และวัสดุธรรมชาติในทุก Surface
เหมาะกับ: ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ, Café ที่เน้น Lifestyle, ร้านที่ต้องการ Instagrammable Content และ Dwell Time สูง
ข้อควรระวัง: การดูแลรักษาต้นไม้จริงมีต้นทุนสูง ต้องวางแผนระบบน้ำและแสงสำหรับพืชตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ ไม่ใช่เพิ่มทีหลัง
5. Retro / Vintage Style
Retro Style คือการนำ Aesthetic ของยุค 50s–80s กลับมา ไม่ว่าจะเป็น Diner อเมริกัน, บรรยากาศร้านข้าวต้มกุ๊ยยุคเก่า, หรือสไตล์ Shophouse ไทยทศวรรษที่ผ่านมา จุดแข็งคือ สร้าง Emotional Connection ได้แรง เพราะกระตุ้น Nostalgia ของลูกค้า
เหมาะกับ: ร้านอาหารที่ต้องการเล่าเรื่อง Heritage, ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าเก่า, Diner อเมริกัน, ร้าน Comfort Food
6. Modern Asian Fusion Style
Modern Asian Fusion Style คือการผสม Element จากวัฒนธรรมเอเชีย (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไทย) กับการออกแบบสมัยใหม่ที่ Clean และ Luxurious สไตล์นี้มักใช้โทนสีเข้ม (ดำ, ทอง, เขียวเข้ม) ผสมกับแสงไฟที่ออกแบบอย่างละเอียด
เหมาะกับ: ร้านอาหาร Pan-Asian, ร้านอาหารระดับ Upscale, ร้านที่ต้องการ Positioning ระดับบน
5 องค์ประกอบออกแบบที่ส่งผลต่อยอดขายโดยตรง
1. แสงสว่าง (Lighting) — ตัวแปรที่ถูกมองข้ามมากที่สุด
แสงไฟในร้านอาหารมีผลต่อพฤติกรรมลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยในอุตสาหกรรมอาหารพบว่า แสงสว่างมากและสีขาว (4000K+) ทำให้ลูกค้า กินเร็วขึ้นและออกเร็วขึ้น (เหมาะกับร้านที่ต้องการ Turnover สูง) ในขณะที่แสงอุ่นและหรี่กว่า (2700–3000K) ทำให้ลูกค้า ผ่อนคลาย ใช้เวลานานขึ้น และสั่งอาหารเพิ่มมากขึ้น
จากประสบการณ์หน้างานของ Cafemaker แนะนำระบบแสงแบบ Layered Lighting ที่แบ่งเป็น 3 ชั้น ได้แก่ Ambient Light (แสงพื้น), Task Light (แสงบนโต๊ะ), และ Accent Light (แสงเน้นจุดสนใจ) ซึ่งให้ความยืดหยุ่นในการปรับ Mood ของร้านตามช่วงเวลา
2. เสียง (Acoustics) — ศัตรูที่มองไม่เห็นของประสบการณ์ลูกค้า
ร้านอาหารที่เสียงดังเกิน 85 dB ทำให้ลูกค้าสนทนากันลำบาก และส่งผลต่อการรับรู้รสชาติอาหารด้วย ระดับเสียงที่เหมาะสมสำหรับการรับประทานอาหารอยู่ที่ 65–75 dB ในชั่วโมงเร่งด่วน Cafemaker แนะนำวัสดุดูดซับเสียงในพื้นที่ FOH ดังนี้
- พรม หรือ Carpet Tile — ดูดซับเสียงได้ดีที่สุด แต่ดูแลรักษายากในครัวหรือพื้นที่ที่อาหารหกบ่อย
- เพดานแผง Acoustic Panel — ดูดซับเสียงสะท้อนจากเพดานสูง เหมาะกับร้านที่มี Ceiling Height เกิน 3 เมตร
- ผนังผ้าหรือวัสดุ Upholstered — ใช้บน Booth หรือผนังเฉพาะจุด ให้ทั้ง Acoustic Function และ Aesthetic
3. สี (Color Psychology) — ส่งผลต่อความอยากอาหารจริง
การเลือกสีในร้านอาหารไม่ใช่แค่เรื่อง Aesthetic แต่ส่งผลต่อจิตวิทยาลูกค้าโดยตรง
- สีแดงและสีส้ม — กระตุ้นความอยากอาหารและความรู้สึก Excitement เหมาะกับร้าน Fast Casual และร้านที่ต้องการ Energy สูง
- สีเขียวและสีน้ำตาลธรรมชาติ — สื่อถึงความสดใหม่และสุขภาพ เหมาะกับร้านอาหารเพื่อสุขภาพและร้านที่ใช้วัตถุดิบ Organic
- สีดำและสีทอง — สื่อถึงความหรูหราและ Exclusivity เหมาะกับ Fine Dining และร้าน Upscale
- สีขาวและสีครีม — ให้ความรู้สึกสะอาดและ Minimalist เหมาะกับ Café และร้านอาหารที่ต้องการ Instagram-friendly Background
4. การออกแบบ Flow ของพนักงาน (Service Flow)
Layout ที่ดีไม่ได้ออกแบบเพื่อลูกค้าเท่านั้น แต่ต้องออกแบบเพื่อให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย Cafemaker ยึดหลัก “One-Way Flow” ในการวางแผนพื้นที่ครัวและพื้นที่เสิร์ฟ คือแยกทางเดินอาหารออกจากครัวไม่ให้ตัดกับทางเดินจานเปล่ากลับ เพื่อลดการชนกันและเพิ่มความเร็วในการเสิร์ฟ
5. ทางออกฉุกเฉินและมาตรฐานความปลอดภัย
สิ่งที่ต้องออกแบบตั้งแต่ต้นและไม่ควรเพิ่มทีหลัง ได้แก่ ทางออกฉุกเฉินที่ไม่ถูกบล็อกโดยเฟอร์นิเจอร์, ระบบดับเพลิง Sprinkler และถังดับเพลิงที่เข้าถึงได้ง่าย, ป้ายทางออกฉุกเฉินที่มองเห็นชัดจากทุกจุดในร้าน และทางเดินสำหรับผู้พิการตามมาตรฐาน ADA ซึ่งในไทยสอดคล้องกับ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
ตารางเปรียบเทียบสไตล์ตกแต่ง × ประเภทร้าน (อ้างอิงสำหรับผู้ประกอบการ)
| สไตล์ตกแต่ง | ต้นทุนสัมพัทธ์ | ประเภทร้านที่เหมาะ | Dwell Time เป้าหมาย | Instagrammable |
|---|---|---|---|---|
| Industrial | ต่ำ–กลาง | Burger, Craft Beer, Street Food | 30–60 นาที | ปานกลาง |
| Japandi / Minimalist | กลาง | Japanese, Health Food, Café | 45–90 นาที | สูง |
| Thai Contemporary | กลาง–สูง | ร้านอาหารไทย, Heritage Brand | 45–75 นาที | สูง |
| Biophilic | สูง (ดูแลรักษาสูง) | Health Food, Upscale Café | 60–120 นาที | สูงมาก |
| Retro / Vintage | กลาง | Diner, Comfort Food, Nostalgia Brand | 45–90 นาที | ปานกลาง–สูง |
| Modern Asian Fusion | สูง | Upscale Asian, Fine Dining | 90–150 นาที | สูงมาก |
ข้อผิดพลาดที่ Cafemaker พบบ่อยในการออกแบบร้านอาหาร
ผิดพลาดที่ 1: ครัวเล็กเกินไปเพราะอยากได้ที่นั่งเพิ่ม
นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด เจ้าของร้านมักคิดว่าที่นั่งมากขึ้น = รายได้มากขึ้น แต่ครัวที่เล็กเกินไปทำให้ Output ช้า คุณภาพตก และพนักงานทำงานได้ไม่เต็มที่ กฎทองของ Cafemaker คือครัวต้องสามารถผลิตอาหารได้เร็วพอที่จะรองรับ Turnover ตามเป้าได้โดยไม่ Bottleneck
ผิดพลาดที่ 2: ไม่มีพื้นที่รอ (Waiting Area)
ร้านที่ไม่มี Waiting Area ที่ชัดเจนทำให้ลูกค้าที่รอยืนอยู่หน้าร้านรบกวนลูกค้าที่กำลังกินอยู่ และทำให้ภาพรวมของร้านดูวุ่นวาย Cafemaker แนะนำให้จัดพื้นที่รอขนาดเล็กสำหรับ 4–6 คน แม้ในร้านที่พื้นที่จำกัด พร้อม QR Code สำหรับ Check-in คิวออนไลน์
ผิดพลาดที่ 3: ทางเดินแคบเกินไปสำหรับถาดอาหาร
ทางเดินที่ออกแบบโดยไม่คำนึงถึงขนาดถาดอาหารจริง ทำให้พนักงานเสิร์ฟไม่สะดวกและเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ มาตรฐานที่ถูกต้องคือ ทางเดินหลักที่พนักงานใช้ประจำต้องกว้างอย่างน้อย 120 เซนติเมตร เพื่อให้พนักงาน 2 คนสวนกันได้พร้อมถาด
ผิดพลาดที่ 4: เลือกเฟอร์นิเจอร์สวยแต่ไม่ทนทาน
เก้าอี้และโต๊ะในร้านอาหารถูกใช้งานหนักมากกว่าเฟอร์นิเจอร์บ้านธรรมดา 3–5 เท่า Cafemaker แนะนำให้เลือกเฟอร์นิเจอร์เกรดพาณิชย์ (Commercial Grade) ที่รับน้ำหนักได้อย่างน้อย 150 กิโลกรัม, ทนต่อการเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และมีการรับประกัน Structural อย่างน้อย 3–5 ปี การประหยัดตรงนี้มักจบด้วยการเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่ภายใน 12–18 เดือน ซึ่งแพงกว่าลงทุนของดีตั้งแต่แรก
Checklist ก่อนตัดสินใจ Layout และสไตล์ร้านอาหาร
- คำนวณ FOH และ BOH ได้สัดส่วน 60-70% และ 30-40% แล้วหรือยัง
- จำนวนที่นั่งสอดคล้องกับ Output ของครัวและจำนวนพนักงานที่วางแผนไว้ไหม
- Seating Mix (2-top, 4-top, 6-top) สมดุลกับ Customer Segment เป้าหมายหรือเปล่า
- ทางเดินหลักกว้างอย่างน้อย 120 เซนติเมตร และทางเดินรองกว้าง 75 เซนติเมตรหรือไม่
- ระบบแสงวางแผนเป็น Layered Lighting แล้วหรือยัง ความอุ่น-เย็นสอดคล้องกับ Dwell Time ที่ต้องการ
- วัสดุดูดซับเสียงครอบคลุมอย่างน้อย 20% ของพื้นผิวภายในหรือไม่
- สไตล์ตกแต่งสอดคล้องกับ Brand Positioning และกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนหรือยัง
- เฟอร์นิเจอร์เป็น Commercial Grade และมีการรับประกัน Structural หรือไม่
Cafemaker: ออกแบบร้านอาหารอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่ Layout ถึงวัสดุ
การออกแบบร้านอาหารที่ดีไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่คือการ วิศวกรรมประสบการณ์ที่แปลงเป็นรายได้ Cafemaker มีประสบการณ์ออกแบบและตกแต่งร้านอาหารและคาเฟ่กว่า 300 โปรเจกต์ทั่วประเทศ พร้อมทีมที่เข้าใจทั้งมิติ Aesthetic และมิติ Business Operation อย่างลึกซึ้ง
ไม่ว่าคุณจะเริ่มจากพื้นที่ว่างเปล่าหรือต้องการ Renovate ร้านที่มีอยู่ ติดต่อทีม Cafemaker ได้วันนี้เลย เพื่อรับคำปรึกษาและ Layout Planning จากผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านงานจริงมามากกว่าใคร

สามารถกดติดตาม Cafemaker
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อไม่ให้พลาด Promotion และ Tips แต่งร้าน ต่างๆที่เรานำมาฝากกันนะคะ
Cafemaker.official
Cafemaker.official
Cafemaker
@Cafemaker
Product Best Seller
Dining Set
Plynest Set | ชุดโต๊ะไม้อัดยาง
฿7,870.00Original price was: ฿7,870.00.฿7,800.00Current price is: ฿7,800.00.Chair
Plynest Chair | เก้าอี้ไม้อัดยาง
Wooden Table
Plynest Table | โต๊ะไม้อัดยาง
Chair
Perchbean – Tangerine | เก้าอี้วินเทจ
Wooden Table
Barbrew – Cocoa
Wooden Table
Barbrew – Iris
Wooden Table
Brewcraft – Iris
Chair
Cafeline – Bare Iris
Chair
Luna – Iris
Chair
Luna – Lily
Wooden Table
Teaken
Chair
Riviera