หนึ่งในความผิดพลาดที่เจ้าของร้านอาหารมือใหม่มักพลาดบ่อยที่สุดคือการเปิดร้านโดยไม่มี ใบอนุญาตเปิดร้านอาหาร ที่ครบถ้วนตามกฎหมาย บางรายเปิดได้หลายเดือนจึงถูกเจ้าหน้าที่เขตหรือสาธารณสุขจังหวัดเข้าตรวจสอบ ผลที่ตามมาคือถูกสั่งปิดชั่วคราวหรือถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ซึ่งสร้างความเสียหายต่อรายได้และชื่อเสียงอย่างมาก
จากประสบการณ์หน้างานของ Cafemaker ที่ผ่านการสนับสนุนเจ้าของร้านในการวางแผนเปิดกิจการมากกว่า 300 โปรเจกต์ บทความนี้รวบรวมใบอนุญาตและเอกสารทางกฎหมายที่จำเป็นสำหรับร้านอาหารในประเทศไทยอย่างครบถ้วน พร้อมขั้นตอนการขอ ระยะเวลา ค่าธรรมเนียม และโทษทางกฎหมายหากไม่ดำเนินการ
⚠️ หมายเหตุสำคัญ: กฎหมายและข้อบัญญัติท้องถิ่นอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้น ควรตรวจสอบกับสำนักงานเขต เทศบาล หรือสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่ของคุณโดยตรงก่อนดำเนินการ
กฎหมายหลักที่ควบคุมร้านอาหารในไทย
การเปิดร้านอาหารในประเทศไทยอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบหลักหลายฉบับที่ต้องเข้าใจก่อนดำเนินการ
- พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) — กฎหมายหลักที่ควบคุมสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร กำหนดว่าร้านอาหารทุกประเภทต้องได้รับอนุญาตหรือแจ้งก่อนเปิดกิจการ
- กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 — กำหนดมาตรฐานด้านสุขาภิบาลสำหรับร้านอาหารโดยเฉพาะ รวมถึงข้อกำหนดเรื่องห้องน้ำ, ระบบน้ำ, การจัดเก็บอาหาร และการอบรมสุขาภิบาลอาหาร
- พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 — กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันหลังเริ่มประกอบกิจการ
- ประมวลรัษฎากร — ควบคุมเรื่องภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
- ข้อบัญญัติท้องถิ่น — กรุงเทพมหานครมีข้อบัญญัติ พ.ศ. 2565 เรื่องสถานที่จำหน่ายอาหารและสถานที่สะสมอาหารโดยเฉพาะ ส่วนจังหวัดอื่นขึ้นอยู่กับข้อบัญญัติเทศบาลและ อบต. นั้นๆ
ใบอนุญาตหลักที่ร้านอาหารต้องมี
1. การจดทะเบียนพาณิชย์ (ด่านแรกที่ขาดไม่ได้)
จดทะเบียนพาณิชย์ คือการแจ้งให้รัฐทราบว่ากำลังประกอบธุรกิจ โดยต้องดำเนินการ ภายใน 30 วัน นับจากวันเริ่มกิจการ
- ยื่นที่ไหน: สำนักงานเขต (กทม.) หรือเทศบาล/อบต. ในจังหวัดอื่น หรือยื่นออนไลน์ผ่านระบบ DBD e-Registration ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- ค่าธรรมเนียม: 50 บาท สำหรับบุคคลธรรมดา
- อายุทะเบียน: ไม่มีกำหนดอายุ แต่ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงภายใน 30 วันหากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล
- โทษหากไม่จด: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาทตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน
2. ใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร / หนังสือรับรองการแจ้ง (สำคัญที่สุด)
นี่คือใบอนุญาตหลักที่ร้านอาหารทุกแห่งต้องมีตาม พ.ร.บ. สาธารณสุข โดยแบ่งตามขนาดพื้นที่ดังนี้
พื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร → หนังสือรับรองการแจ้ง
- ยื่นแจ้งต่อสำนักงานเขต (กทม.) หรือเทศบาล/อบต. ก่อนเปิดกิจการ
- เจ้าหน้าที่จะตรวจสถานที่ก่อนออกหนังสือรับรอง
- โทษหากเปิดโดยไม่แจ้ง: จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พื้นที่เกิน 200 ตารางเมตร → ใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร
- ต้องยื่นขออนุญาตและรอการตรวจสถานที่ก่อนเปิดกิจการ (ไม่ใช่แค่แจ้ง)
- ใช้เวลาดำเนินการนานกว่า โดยทั่วไป 15–30 วันทำการ
- โทษหากเปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต: จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เอกสารที่ต้องเตรียม (โดยทั่วไป):
- สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของเจ้าของกิจการ
- สำเนาสัญญาเช่าหรือโฉนดที่ดิน/อาคาร
- แผนผังสถานที่ประกอบกิจการ (ระบุขนาดพื้นที่)
- รูปถ่ายสถานที่ (ภายนอกและภายใน)
- หนังสือรับรองการจดทะเบียนพาณิชย์ (ถ้ามี)
3. ใบสำคัญการผ่านการอบรมสุขาภิบาลอาหาร (บังคับสำหรับผู้สัมผัสอาหาร)
ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร ทุกคนต้องผ่านการอบรมหลักสูตรสุขาภิบาลอาหารและได้รับใบสำคัญรับรอง
- ใครต้องอบรม: เจ้าของร้าน, พ่อครัว, แม่ครัว, พนักงานเสิร์ฟที่สัมผัสอาหาร
- อบรมที่ไหน: สำนักงานเขต, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด, หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น เซ็นทรัลแล็บไทย
- ค่าใช้จ่าย: ประมาณ 300–600 บาท/คน (แตกต่างตามผู้จัด)
- อายุใบสำคัญ: ต้องต่ออายุทุก 3 ปี
- ระยะเวลาอบรม: 1 วัน (ประมาณ 6–8 ชั่วโมง)
4. ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (เฉพาะบางประเภท)
ร้านอาหารบางประเภทต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติมนี้ตาม พ.ร.บ. สาธารณสุข ได้แก่
- ร้านที่มีการทอด, ปิ้งย่างในปริมาณมากซึ่งก่อให้เกิดควันรบกวนผู้อื่น
- ร้านที่ใช้แก๊สหุงต้มขนาดใหญ่ (ถังแก๊สขนาดตั้งแต่ 15 กิโลกรัมขึ้นไป)
- ร้านที่มีกระบวนการผลิตที่อาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง กลิ่น หรือน้ำเสีย
ยื่นขอที่สำนักงานเขต (กทม.) หรือเทศบาล/อบต. ในพื้นที่
5. ใบอนุญาตจำหน่ายสุรา (ถ้ามีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์)
ร้านอาหารที่ต้องการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องขอใบอนุญาตแยกต่างหาก
- ยื่นที่ไหน: สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ในเขตที่ร้านตั้งอยู่
- ประเภทใบอนุญาต: ใบอนุญาตขายสุรา ประเภทที่ 1 (ร้านอาหารทั่วไป) หรือประเภทที่ 2 (สถานบันเทิง)
- ค่าธรรมเนียม: ตั้งแต่ 2,500 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดกิจการ
- ต้องต่ออายุ: ทุกปี ภายในวันที่ 31 มีนาคม
- ข้อห้ามสำคัญ: ห้ามขายสุราให้บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี, ห้ามขายในเวลาที่กฎหมายกำหนด (02:00–11:00 น. และ 14:00–17:00 น.)
6. ภาษีและการลงทะเบียนกับกรมสรรพากร
แม้จะไม่ใช่ “ใบอนุญาต” แต่เป็นหน้าที่ทางกฎหมายที่ขาดไม่ได้
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ทุกปี (ภายใน 31 มีนาคม) และ ภ.ง.ด.94 ครึ่งปี (ภายใน 30 กันยายน)
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจดทะเบียน VAT และยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน
- ภาษีป้าย: ต้องยื่นชำระภายใน 31 มีนาคมของทุกปี สำหรับป้ายที่ติดตั้งหน้าร้าน
ตารางสรุปใบอนุญาตเปิดร้านอาหาร: ครบในที่เดียว
| ใบอนุญาต/เอกสาร | บังคับ/ไม่บังคับ | ยื่นที่ | ระยะเวลา | ค่าธรรมเนียม (ประมาณ) | ต้องต่ออายุ |
|---|---|---|---|---|---|
| จดทะเบียนพาณิชย์ | 🔴 บังคับ | สำนักงานเขต / DBD ออนไลน์ | 1–3 วัน | 50 บาท | ไม่ (แจ้งเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการเปลี่ยน) |
| หนังสือรับรองการแจ้ง (พื้นที่ ≤200 ตร.ม.) | 🔴 บังคับ | สำนักงานเขต / เทศบาล | 7–15 วัน | 200–500 บาท | ทุก 2 ปี |
| ใบอนุญาตจัดตั้ง (พื้นที่ >200 ตร.ม.) | 🔴 บังคับ | สำนักงานเขต / เทศบาล | 15–30 วัน | 500–2,000 บาท | ทุกปี |
| ใบสำคัญอบรมสุขาภิบาลอาหาร | 🔴 บังคับ (ทุกคนที่สัมผัสอาหาร) | สำนักงานเขต / ผู้จัดอบรม | 1 วัน | 300–600 บาท/คน | ทุก 3 ปี |
| ใบอนุญาตประกอบกิจการอันตรายต่อสุขภาพ | 🟡 เฉพาะบางประเภท | สำนักงานเขต / เทศบาล | 15–30 วัน | 200–1,000 บาท | ทุกปี |
| ใบอนุญาตจำหน่ายสุรา | 🟡 ถ้ามีการขายแอลกอฮอล์ | สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ | 15–30 วัน | 2,500 บาทขึ้นไป | ทุกปี (ภายใน 31 มีนาคม) |
| ใบอนุญาตเปิดสถานบันเทิง | 🟡 ถ้ามีดนตรีสด/การแสดง | ตำรวจ / สำนักงานเขต | 30–60 วัน | ตามประเภท | ทุกปี |
| จดทะเบียน VAT | 🟡 ถ้ารายได้ >1.8 ล้าน/ปี | สรรพากรพื้นที่ | 3–5 วัน | ไม่มี | ไม่ (แต่ยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน) |
| ภาษีป้าย | 🔴 บังคับ (ถ้ามีป้ายร้าน) | สำนักงานเขต / เทศบาล | — | ตามขนาดป้าย | ทุกปี (ภายใน 31 มีนาคม) |
ขั้นตอนการขอใบอนุญาตเปิดร้านอาหาร: ลำดับที่ถูกต้อง
จากประสบการณ์หน้างานของ Cafemaker ลำดับการดำเนินการที่ถูกต้องและประหยัดเวลาที่สุดคือ
- เซ็นสัญญาเช่าสถานที่ — เอกสารนี้จำเป็นสำหรับการยื่นขอใบอนุญาตทุกประเภท ทำก่อนยื่นเอกสารใดๆ
- จดทะเบียนพาณิชย์ — ยื่นออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration หรือไปที่สำนักงานเขต/เทศบาล ใช้เวลา 1–3 วัน
- ยื่นแจ้งหรือขอใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร — ยื่นที่สำนักงานเขต/เทศบาล พร้อมเอกสารครบถ้วน รอเจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่
- ส่งเจ้าของและพนักงานอบรมสุขาภิบาลอาหาร — ทำควบคู่ไปกับขั้นตอนที่ 3 เพราะต้องใช้เวลารอ
- ขอใบอนุญาตเพิ่มเติมตามประเภทกิจการ — ใบอนุญาตสุรา, ใบอนุญาตกิจการอันตรายต่อสุขภาพ (ถ้าจำเป็น)
- ลงทะเบียนภาษีกับกรมสรรพากร — ดำเนินการก่อนเปิดร้านหรือทันทีที่เปิด
Biz Portal: ช่องทางออนไลน์ที่ช่วยประหยัดเวลาได้มาก
ปัจจุบันรัฐบาลไทยมีระบบ Biz Portal (bizportal.go.th) ที่รวมการขอใบอนุญาตสำหรับการเปิดร้านอาหารไว้ในที่เดียว ช่วยลดการเดินทางและเวลาในการยื่นเอกสารได้อย่างมีนัยสำคัญ ระบบนี้เชื่อมต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมสรรพสามิต, กรมอนามัย และหน่วยงานท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ใบอนุญาตบางประเภทยังต้องยื่นที่หน่วยงานโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังไม่ได้เชื่อมต่อระบบออนไลน์ครบถ้วน Cafemaker แนะนำให้โทรสอบถามสำนักงานเขตหรือเทศบาลในพื้นที่ก่อนว่าสามารถยื่นออนไลน์ได้หรือต้องมาด้วยตนเอง
มาตรฐานสุขลักษณะที่ต้องผ่านการตรวจก่อนได้รับใบอนุญาต
เจ้าหน้าที่จะตรวจสถานที่ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 โดยมีประเด็นหลักที่ต้องผ่านดังนี้
ด้านสถานที่และโครงสร้าง
- พื้นทำด้วยวัสดุแข็งแรง ทำความสะอาดได้ง่าย ไม่ลื่น และมีการระบายน้ำที่ดี
- ผนังและเพดานทำด้วยวัสดุที่ทำความสะอาดได้ ไม่ดูดซับความชื้น
- แสงสว่างเพียงพอในพื้นที่ครัวและพื้นที่เสิร์ฟ (อย่างน้อย 200 ลักซ์ในครัว)
- การระบายอากาศในครัวเพียงพอ มีระบบดูดควันที่ทำงานได้
ด้านน้ำและสุขาภิบาล
- น้ำใช้ในร้านต้องเป็นน้ำสะอาดตามมาตรฐาน
- มีซิงก์ล้างมือแยกต่างหากจากซิงก์ล้างจาน และอยู่ใกล้กับพื้นที่ประกอบอาหาร
- ห้องน้ำสะอาด มีจำนวนเพียงพอตามขนาดร้าน และแยกชาย-หญิง
- มีระบบดักไขมัน (Grease Trap) ที่ได้มาตรฐาน
- การจัดการขยะและน้ำเสียถูกต้องตามข้อกำหนด
ด้านการเก็บรักษาและประกอบอาหาร
- มีตู้เย็นและพื้นที่เก็บวัตถุดิบที่เหมาะสม ไม่วางอาหารบนพื้นโดยตรง
- แยกเก็บอาหารดิบและอาหารสุกอย่างชัดเจน
- ภาชนะและอุปกรณ์ทำอาหารสะอาด ไม่แตกชำรุด
- ผู้สัมผัสอาหารทุกคนมีใบสำคัญผ่านการอบรมสุขาภิบาลอาหาร
โทษทางกฎหมายที่ต้องรู้: ไม่รู้กฎหมายไม่ใช่เหตุยกเว้นโทษ
| ความผิด | โทษสูงสุด |
|---|---|
| เปิดสถานที่จำหน่ายอาหาร (>200 ตร.ม.) โดยไม่ได้รับอนุญาต | จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| เปิดสถานที่จำหน่ายอาหาร (≤200 ตร.ม.) โดยไม่แจ้ง | จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| ไม่จดทะเบียนพาณิชย์ | ปรับไม่เกิน 2,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท |
| จำหน่ายสุราโดยไม่มีใบอนุญาต | จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับ 5,000–50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| จำหน่ายสุราให้บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี | จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| ไม่ยื่นแบบภาษีหรือชำระภาษีไม่ครบ | เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน + เบี้ยปรับตามกฎหมาย |
คำแนะนำจาก Cafemaker: Timeline การขอใบอนุญาตที่เหมาะสม
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา Cafemaker แนะนำให้วางแผน Timeline การขอใบอนุญาตดังนี้
- 3 เดือนก่อนเปิดร้าน — ปรึกษาสำนักงานเขต/เทศบาลเกี่ยวกับข้อกำหนดพื้นที่และเอกสารที่ต้องใช้, ออกแบบร้านให้ผ่านมาตรฐานสุขลักษณะตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ
- 2 เดือนก่อนเปิดร้าน — ยื่นจดทะเบียนพาณิชย์, เริ่มกระบวนการขอใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร, จองคิวอบรมสุขาภิบาลอาหาร
- 1 เดือนก่อนเปิดร้าน — ผ่านการตรวจสถานที่, ส่งพนักงานอบรมสุขาภิบาลอาหาร, ยื่นขอใบอนุญาตเพิ่มเติม (สุรา, กิจการอันตรายฯ ถ้าจำเป็น)
- สัปดาห์ก่อนเปิดร้าน — ตรวจสอบให้ครบว่าได้รับใบอนุญาตและเอกสารครบถ้วน และมีการแสดงไว้ในที่เห็นชัดเจนตามกฎหมาย
กฎสำคัญ: ใบอนุญาตทุกใบต้องแสดงไว้ในที่เปิดเผยที่มองเห็นได้ชัดเจนภายในร้าน การไม่แสดงใบอนุญาตแม้จะมีอยู่ก็อาจเป็นความผิดตามกฎหมายได้
Cafemaker: พาร์ทเนอร์ที่ช่วยคุณเริ่มต้นได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรก
การออกแบบร้านอาหารให้ผ่านมาตรฐานสุขลักษณะตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่จะต้องแก้ไขภายหลัง ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรก
Cafemaker ออกแบบและตกแต่งร้านอาหารโดยคำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานสุขาภิบาลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบตั้งแต่ต้น ทีมของเราเข้าใจข้อกำหนดด้านพื้น, ผนัง, ระบบระบายอากาศ, ซิงก์, และดักไขมันที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ทำให้ร้านที่ Cafemaker ออกแบบมีโอกาสผ่านการตรวจสูงกว่า
หากคุณกำลังวางแผนเปิดร้านอาหารและต้องการความช่วยเหลือด้านการออกแบบที่สอดคล้องกับกฎหมาย ติดต่อทีม Cafemaker ได้เลยวันนี้

สามารถกดติดตาม Cafemaker
ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อไม่ให้พลาด Promotion และ Tips แต่งร้าน ต่างๆที่เรานำมาฝากกันนะคะ
Cafemaker.official
Cafemaker.official
Cafemaker
@Cafemaker
Product Best Seller
Dining Set
Plynest Set | ชุดโต๊ะไม้อัดยาง
฿7,870.00Original price was: ฿7,870.00.฿7,800.00Current price is: ฿7,800.00.Chair
Plynest Chair | เก้าอี้ไม้อัดยาง
Wooden Table
Plynest Table | โต๊ะไม้อัดยาง
Chair
Perchbean – Tangerine | เก้าอี้วินเทจ
Wooden Table
Barbrew – Cocoa
Wooden Table
Barbrew – Iris
Wooden Table
Brewcraft – Iris
Chair
Cafeline – Bare Iris
Chair
Luna – Iris
Chair
Luna – Lily
Wooden Table
Teaken
Chair
Riviera